แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ กับ อาหารเสริม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ กับ อาหารเสริม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีรับประทานเห็ดหลินจือ




วิธีรับประทาน เห็ดหลินจือ DG





  • การรับประทานเห็ดหลินจือ สำหรับผู้ที่เริ่มรับประทาน เห็ดหลินจือ ใหม่ๆ อาจจะรู้สึกมึนศรีษะ ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ ง่วงนอน ผิวหนังเกิดอาการคัน อาเจียน อาการคล้ายท้องเสีย ท้องผูก มีปัสสาวะบ่อย หรืออาจมีผลลักษณะอาการของโรคนั้นๆ มากขึ้นเป็นปฏิกริยาสะท้อนกลับอันเป็นเรื่องปกติของการใช้ยาแผนโบราณ เนื่องจากเมื่อตัวยาได้เริ่มเข้าไปในร่างกาย จะเข้าไปชะล้างสิ่งที่เป็นพิษในร่างกาย ให้สลายหรือเคลื่อนย้ายและขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาบอกว่าร่างกายกำลังฟื้นตัวไม่ใช่ผลข้างเคียง ดังเช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเมื่อกินเห็ดหลินจือ แล้ว อาจมีการขับถ่ายน้ำตาลออกมามากกว่าปกติ ส่วนผู้ที่เป็นโรคไขข้ออาจเกิดอาการเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น โรคไตหรือผู้ป่วยที่ต้องล้างไตจะปวดเมื่อยตามข้อ เท้าจะบวม ร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เพียง  2 - 3 วัน หรือประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะกลับสู่สภาพปกติ แล้วแต่สภาพร่างกายที่แตกต่างของแต่ละคน ไม่ต้องตกใจ ให้รับประทานเห็ดหลินจือต่อไปอย่าหยุด โดยลดจำนวนแคปซูลลงหากมีผลทางอาการมาก เมื่ออาการปกติให้รับประทานตามคำแนะนำต่อไป สำหรับผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยารักษาที่แพทย์สั่งก็สามารถรับประทานเห็ดหลินจือควบคู่ไปได้ นอกจากจะไม่เกิดอาการต่อต้านขึ้นแล้วยังขจัดผลข้างเคียงอันเกิดจากยาแผนปัจจุบันอีกด้วย

  • การที่จะทราบว่าเราควรรับประทานมากน้อยเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับอาการของโรคและสภาพร่างกายของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน เช่น บางคนรับประทาน 3 ชุด ต่อวันก็สามารถบำบัดโรคได้ แต่สภาพร่างกายของบางคนต้องรับประทานเพิ่มเป็น 4 ชุด หรือ 5 ชุด หรือ 6 ชุด ต่อวัน จึงจะได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ผู้ป่วยเป็นโรคหืดหอบ โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคกระเพาะอาหาร ควรรับประทานหลังอาหาร 30 นาที หรือ 1 ช.ม. หลังจาก 2 สัปดาห์ เมื่อร่างกายปรับสภาพได้แล้ว จึงรับประทานก่อนอาหารเหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ

  • โรคอื่นๆ ควรรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที หรือ 1 ช.ม.

  • ผู้ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวาร  แผลเน่าเปื่อยจากโรคเบาหวาน และโรคมะเร็งที่ผิวหนัง เมื่อรับประทานเห็ดหลินจือตามคำแนะนำแล้ว ให้นำผงราก (RG) หรือส่วนดอกของเห็ดหลินจือ ออกจากแคปซูล นำไปโรยบริเวณที่เป็นแผลอักเสบของรูทวารหนัก และบริเวณที่เป็นแผลอักเสบอื่นๆ สำหรับผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ไม่ควรละทิ้งยาจากแพทย์อย่างทันที  ให้รับประทานเห็ดหลินจือควบคู่ไปได้

  • การรับประทาน เห็ดหลินจือ ในสัปดาห์แรกจะมีปฏิกริยาเกิดขึ้น เช่นมึนศรีษะ ปวดเมื่อยตามลำตัว  ปวดตามข้อ ผิวหนังเกิดอาการคัน อาเจียน อาการคล้ายท้องเสีย ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย หรืออาจมีอาการของโรคนั้นๆ มากขึ้น ผู้ป่วยไม่ควรกังวล ให้รับประทานเห็ดหลินจือ ตามคำแนะนำต่อไป หากมีปฏิกริยาของโรคมาก ให้ลดจำนวนการรับประทานลงตามลำดับ สำหรับบางคนอาจไม่เกิดปฏิกริยาอาการใดๆ ของโรคเลยก็ได้

  • การรับประทาน เห็ดหลินจือ ให้มีประสิทธิภาพ ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน สำหรับโรคทั่วไป และ 6 เดือน สำหรับผู้ป่วยหนัก




วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำไมเราควรต้องทาน อาหารเสริม ?




นพ.เรย์ ดี สแตรนด์ (Ray D. Strand, M.D.) แพทย์ผู้เชียวชาญ และผู้แต่งหนังสือ เมื่อคุณหมอไม่รู้จักอาหารเสริม ความตายอาจ กำลังครอบงำคุณ และ ใบสั่งยา อาจฆ่าคุณ ทำการวิจัยเกือบ 10 ปี พบว่าคุณประโยชน์ของ "สารอาหารบำบัด" ที่มีคุณภาพสูง สามารถช่วยให้ร่างกายมีสมรรถภาพต่างๆ คือ































ทำไมเราควรต้องทานอาหารเสริม ?


ทุกวันนี้คนเราเจอกับมลภาวะตั้งแต่ อากาศที่หายใจ อาหารที่รับประทาน น้ำที่ดื่มทุกวัน ก่อให้เกิดปัญหาอนุมูลอิสระสะสมในร่างกายเป็นประจำทุกวันแบบไม่รู้ตัว หนำซ้ำอาวุธที่มนุษย์มีไว้ต่อต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติก็ร่อยหรอลงไปทุกที จะหาผักผลไม้ปลอดสารพิษได้จากที่ไหน? แร่ธาตุในดินที่ลดลงไปเรื่อยๆ จะทำให้ผลไม้มีคุณค่าเพียงพอได้อีกกี่ปี? เศรษฐกิจซบเงินซื้อผลไม้ก็ดูจะกลายเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับบางครอบครัว หลากหลายปัญหาที่ทำให้มนุษย์เป็นโรคเสื่อม ทั้งเกิดจากภายนอกและจากภายในคือความเครียดจากการทำงานก็ก่อให้เกิดปัญหากับ ระบบร่างกายเช่นเดียวกัน วันนี้อาจจะยังแข็งแรงอยู่ แต่ทุกอย่างมันกำลังก่อร่างสร้างตัวอยู่ในร่างกายของคุณนั่นเอง เมื่อใดเม็ดเลือดขาวแพ้ เมื่อนั้นก็จะแสดงอาการออกมา

สารอาหารบำบัดหรือที่ในบ้านเราเรียก กันว่า "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" นั้นดูหลายคนจะขยาดและอยากวิ่งหนีเมื่อได้ยินคำนี้เพราะทราบว่าต้องเสีย เงิน... จริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันและแก้ไขเราจากโรคเสื่อมต่างๆ ที่มีอันดับการตายเป็นอันดับ 1 - 10 อยู่ทุกๆ ปี เช่น โรคหัวใจ, โรคมะเร็ง, โรคไขข้อ, โรคหลอดเลือดอุดตัน, โรคเบาหวาน ฯลฯ อีกสารพัด สาเหตุหลักที่เกิดโรคพวกนี้ขึ้นก็เพราะ "เซลอ่อนแอ" หรือ "เซลขาดอ็อกซิเจน" เพราะสู้รบกับอนุมูลอิสระไม่ไหวนั่นเอง จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องมอง "สารอาหารบำบัด" เพื่อป้องกันโรคเสื่อมที่สะสมอยู่ในร่างกาย

ทำไมต้องใช้สารอาหารบำบัด ?



นพ.เรย์ ดี สแตรนด์ (Ray D. Strand, M.D.) แพทย์ผู้เชียวชาญ และผู้แต่งหนังสือ เมื่อคุณหมอไม่รู้จักอาหารเสริม ความตายอาจ กำลังครอบงำคุณ และ ใบสั่งยา อาจฆ่าคุณ ทำการวิจัยเกือบ 10 ปี พบว่าคุณประโยชน์ของ "สารอาหารบำบัด" ที่มีคุณภาพสูง สามารถช่วยให้ร่างกายมีสมรรถภาพต่างๆ คือ

1. เพิ่มภูมิต้านทานโรค


2. เพิ่มศักยภาพให้ Antioxidant สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อม ความชรา และมะเร็ง
 
3. ลด ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคลมปัจจุบัน มะเร็ง ข้ออักเสบ ความเสื่อม ต้อกระจก อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ภูมิแพ้ หืด โรคปอด โรคจากความเสื่อมเรื้อรัง
 
4. ช่วยรักษาโรคที่มีความเสื่อมเริ้อรัง

จากข้อมูลในหนังสือของคุณหมอเรย์ ดี สแตรนด์ ได้มีข้อมูลยืนยันว่า นักศึกษาแพทย์ได้เรียนทางด้านโภชนาการ หรือเรื่องสารอาหารน้อยมาก แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น จากการเรียนแพทย์ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่จะเรียนแต่เรื่องยากับการผ่าตัด    ดังนั้นคุณหมอ 95% ในโลกนี้จะไม่มีความรู้เรื่องของอาหารเสริมเลย และจะบอกกับท่านว่า "ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็พอแล้ว"

คำถามต่อไปนี้ ถ้า..คุณตอบว่า ใช่..! ในข้อใดข้อหนึ่ง คุณสมควรทาน "อาหารเสริม"


1. คุณไม่ได้กินอาหารดีๆ มีประโยชน์ทุกมื้อ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก และผลไม้สดอินทรีย์ (ไร้สารพิษ 100%) เต้าหู้  สาหร่ายทะเล ปลา และอาหารทะเลไร้สารพิษ เป็นต้น
 
2. คุณไม่ได้ทานผักครบ 5 สีทุกมื้อ หรือทานผลไม้ครบ 2 ก.ก.ทุกวัน(หรือ 80% ใน 1 วัน)
 



3. คุณทานอาหารเป็นประเภททอด ปิ้ง ย่าง ผัด เป็นส่วนใหญ่ และใช้ความร้อนกับน้ำมันพืชเกิน 60 องศาฯ  (ก่อให้ เกิดอนุมูลอิสระมหาศาลตั้งแต่กระบวนการทำอาหาร จนถึงรับประทานเข้าไป)      

4. คุณไม่ได้ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป

5. คุณอยากมี "สุขภาพดี 120 ปี ไม่มีป่วย" หรืออยากมีสุขภาพดูดีอ่อนกว่าวัย 10 - 30 ปี

6. คุณไม่อยากเป็นเหมือนคนทั่วไป ที่มีความเจ็บป่วย พิการ ดูเหมือนเป็นเรื่อง "ธรรมดา" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น

* อายุ 40 ปี เริ่มมีโรค เริ่มพบแพทย์

* อายุ 50 ปี มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องกินยาตลอดชีวิต

* อายุ 60 ปี ต้องนอนโรงพยาบาล เป็นมะเร็ง หรือผ่าตัด เสียเงินอีกหลายแสนบาท

* อายุ 70 ปี ต้องนอนโรงพยาบาลนาน 2 - 3 เดือน หรือนอน ICU

* อายุ 80 ปี พิการ อัมพาต นอนบนเตียงตลอดชีวิต หรือตาย


จริงๆ แล้วคุณสามารถป้องกันได้ทั้งหมด ด้วยการดูแลเซลให้แข็งแรงอยู่เสมอ กระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้คอยต่อต้านอนุมูลอิสระ ไม่ให้ส่วนไหนของร่างกายอ่อนแอ แต่จะทำได้ "สารอาหารบำบัด" จึงจำเป็น


เหตุผลในการเลือกกินผลิตภัณฑ์ "สารอาหารบำบัด" ของคนทั่วไป 5 อันดับแรก

1. ดีต่อสุขภาพ 25.5 %


 2. แข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย 24.0 %

3. มีภูมิต้านทานโรค 12.5 %

4. มีประโยชน์ต่อร่างกาย 9.0 %

5. ไม่อยากอ้วน/ควบคุมน้ำหนัก 4.0 %




การรักษาผู้ป่วยด้วยอาหารเสริมได้ผลดีในสหรัฐอเมริกา

นายแพทย์ เรย์ ดี.แสตรนด์ เป็นแพทย์ชาวสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านี้คุณหมอเรย์ ก็เหมือนหมอทั่วไป ที่ไม่เชื่อถือในคุณประโยชน์ของอาหารเสริม เมื่อคนป่วยมาถามว่า สมควรกินอาหารเสริมหรือไม่ คุณหมอเรย์ ก็ตอบอย่างไม่ลังเลว่า อย่ากินเลย เสียเงินเปล่าๆ อาหารที่เรากินเข้าไปทุกวันก็มีสารอาหารมากพอแล้ว

ต่อมาคุณลิซ ภรรยาของคุณหมอเรย์ ล้มป่วยด้วยโรค เนื้อเยื่อแข็ง หรือ Fibromyalgia อาการที่คุณลิซเป็นคือ เหนื่อยมาก จนไม่สามารถแม้จะก้าวขาเดิน เจ็บปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งภูมิแพ้ ไซนัส และปอดก็ติดเชื้อด้วย 

คุณหมอเรย์ ได้ ระดมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รักษาคุณลิซ ซึ่งเป็นภรรยาสุดความสามารถ แต่ดูเหมือนว่า อาการของคุณลิซ ยิ่งทรุดลงเรื่อยๆ ถึงขนาดลุกห่างจากเตียงไม่ได้ อาการหอบและภูมิแพ้ยิ่งกำเริบหนักมากยิ่งขึ้น ความพยายามของคุณหมอเรย์ ผู้เป็นสามีถึงทางตัน ไม่มีทางเยียวยารักษาคุณลิซ ผู้ภรรยาได้อีกแล้ว

โชคดี เพื่อนบ้านได้มาเยี่ยม และได้แนะนำคุณลิซ ให้รับประทานอาหารเสริม คุณลิซก็หมดหนทางแล้ว จึงปรึกษาคุณหมอเรย์ ผู้สามีว่า สมควรรับประทานอาหารเสริมดังกล่าวหรือไม่ คุณหมอเรย์ ซึ่งไม่เคยเชื่อถืออาหารเสริมมาก่อนได้บอกกับภรรยาว่า จะกินก็กินไปเถอะ เพราะไม่มีอะไรจะเสียมากกว่านี้แล้ว

คุณลิซผู้ภรรยาได้ เริ่มกินอาหารเสริม ซึ่งระบุว่า มีสารอาหารประเภทวิตามินต่างๆ และ เบต้าแคโรทีน น่าประหลาดใจ หลังจากที่คุณลิซกินอาหารเสริมดังกล่าวเพียง 3 วัน อาการก็เริ่มดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ

ปรากฎการณ์ดังกล่าว สร้างความดีใจและสร้างความสับสนให้คุณหมอเรย์ ผู้สามีเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเขาไม่เคยเชื่อมาก่อนเลยว่า อาหารเสริมจะมีคุณค่าทำให้คนป่วยหายป่วยได้

ในฐานะที่เป็นแพทย์ คุณหมอเรย์ ยัง ไม่ปักใจเชื่อในคุณค่าอาหารเสริม เขาจึงโทรศัพท์ไปหาคนป่วยที่เขาเคยรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน แต่รักษาไม่หาย ให้กลับมารักษาใหม่ ซึ่งคนไข้ก็กลับมารับการรักษาใหม่ ในการรักษารอบใหม่ คุณหมอเรย์ ได้ ให้อาหารเสริมกับคนไข้ทุกคน ผลปรากฎว่า คนไข้ที่เคยรักษาไม่หาย แต่เมื่อให้อาหารเสริมควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน อาการของคนไข้ทุกคนดีขึ้น จนถึงหายจากอาการป่วยไข้ที่เป็นมาแรมปี

เมื่อได้ข้อสรุปว่า อาหารเสริมสามารถช่วยคนป่วยให้หายป่วยได้จริงๆ คุณหมอเรย์ จึง เริ่มศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หาสารอาหารที่อยู่ในอาหารเสริมว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับสุขภาพของคนเราอย่างไร อย่างจริงจัง โดยใช้เวลาในการศึกษาวิจัยถึง 7 ปี ในที่สุดก็ได้พบว่า อาหารเสริมที่สกัดจากพืชหรือสัตว์โดยปราศจากเคมี จะช่วยให้ผู้ป่วยหายป่วยได้จริง และคนปกติหากรับประทานอาหารเสริมเป็นประจำ ก็จะทำให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เกิดการเจ็บป่วยง่ายๆ คุณหมอเรย์ จึงสรุปว่า ผู้ที่รับประทานอาหารเสริมที่มีสารอาหารสูง จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้


1. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายต่อสู้กับโรคหรือเชื้อโรคต่างๆ ได้

2. เพิ่มศักยภาพให้กับระบบต่อต้านอนุมูลอิสระ

3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

4. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคลมปัจจุบัน

5. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

6. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อต่ออักเสบ ความเสื่อมเฉพาะจุด และโรคต้อกระจก

7. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ พากินสัน หอบหืด ปอด และโรคที่เกิดจากความเสื่อมของอวัยวะชนิดเรื้อรังอื่นๆ

8. พัฒนาการรักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ